เทศกาลทงเฮมูรึง’ ที่ทงเฮ บ้านเกิดของมูรึงโดวอน

เทศกาลทงเฮมูรึง’ ที่ทงเฮ บ้านเกิดของมูรึงโดวอน

เครดิตฟรี

เทศกาลทงเฮมูรึงเป็นเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคมเพื่อส่งเสริมความสามัคคีในหมู่ผู้อยู่อาศัยและถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม ตามชื่อของหุบเขาในทงเฮซี คังวอนโด ‘หุบเขามูรึง’ เริ่มด้วยเทศกาลเทพเจ้าแห่งขุนเขาสู่เทพเจ้าแห่งภูเขาดูตาซัน ตามด้วยเทศกาลประจำปีอันอุดมสมบูรณ์และดอกไม้ไฟ มีการจัดขบวนพาเหรดเครื่องแต่งกายและเกมพื้นบ้าน และการชักเย่อระหว่างกองทัพเรือและกองทัพก็น่าประทับใจเป็นพิเศษ ที่ตลาดอาหาร มีอาหารพื้นเมืองจานพิเศษ เช่น มุกเต้ เต้าหู้ และบกบุนจาที่ปรุงด้วยใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นเจ้าภาพโดยคณะกรรมการเทศกาลเมืองทงเฮและคณะกรรมการบริหารเทศกาลทงเฮมูรึงอยู่ภายใต้การดูแล

สล็อต

ทิวทัศน์ที่ไม่คาดคิดของหุบเขามูรึงในเมืองทงเฮ บันทึกไว้ในบันทึกของราชวงศ์โชซอน
มีวัดที่สำคัญในหุบเขา Mureung ใน Donghae-si, Gangwon-do Jungdaesa กล่าวใน Dutasangi (頭陀山記) ของ Chokjuji ซึ่งเป็นบันทึกของราชวงศ์โชซอนว่า “เป็นวัดที่สวยที่สุดในบริเวณที่โขดหินของแม่น้ำในภูเขาเรียงกันเป็นแถว หุบเขาหน้าวัด Jungsa เรียกว่า Mureunggye (武陵溪) อย่างไรก็ตาม สถานที่ทั้งหมดที่มีหินสวยงามในภูเขาและแม่น้ำได้รับการตั้งชื่อตาม Kim Hyo-won ซึ่งเป็นอดีต Samcheok Busa” Mureung Valley เป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญที่ยกย่องพื้นที่ที่สวยงามโดยเปรียบเทียบกับ Mureungdowon ใน Dohwawongi ซึ่งเขียนโดย Do Yeonmyeong กวีแห่งราชวงศ์ซ่ง คุณสามารถสัมผัสทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของทงเฮซีด้วยทัศนียภาพที่เป็นธรรมชาติและมองไม่เห็น เทศกาล Donghae Mureung เป็นเทศกาลของพลเมืองที่ออกแบบมาเพื่อค้นพบ สืบทอด และพัฒนาวัฒนธรรมดั้งเดิมพร้อมกับทิวทัศน์ที่สวยงามของเมือง Donghae เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นและเพื่อยกระดับความภาคภูมิใจของพลเมืองวัฒนธรรมในฐานะเมืองแห่งความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวที
เทศกาลซันจินและเทศกาลปีมั่งคั่ง ขบวนพาเหรดพลเมือง
ทุกปี ตั้งแต่วันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมถึงวันอาทิตย์ เทศกาล Donghae Mureung จะจัดขึ้นเป็นเวลาสามวัน เริ่มด้วยเทศกาล Sanshin โดยประกาศว่าเทศกาลจะจัดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Dutasan Mountain หลังจากประกาศเริ่มเทศกาลไหว้เทพเจ้าแห่งขุนเขาแล้ว ชาวบ้านจะสวดมนต์ขอพรจากชาวบ้านผ่านเทศกาลปีอันอุดมสมบูรณ์เพื่อขอพรให้ปีหน้าเป็นปีที่ดี ในคืนก่อน พิธีเปิดและการแสดงเปิดงานจะมาพร้อมกับดอกไม้ไฟที่แต่งแต้มท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในวันที่สอง มีการแสดงตามธีมพื้นบ้านต่างๆ และในเทศกาลที่ 34 ปี 2019 ได้มีการจัดขบวนพาเหรดริมถนนสำหรับบทสนทนาของพลเมืองในหัวข้อ ‘Along with the Gods Season 2’ ซึ่งรวม Mureungje และ Suryukjae ด้วยกลุ่มทหารประมาณ 30 วงที่อยู่ในระดับแนวหน้า ขบวนพาเหรดเฉพาะของขบวนตามหัวข้อ เช่น สวรรค์ บนบก ทางทะเล สุริยุคแจ และอาณาจักรมนุษย์ และคณะละครสวมหน้ากากที่จัดเตรียมโดยกลุ่มพลเมืองเต็มถนนของทงเฮ
สำหรับเกมพื้นบ้าน มีกระดานเล่นที่ทุกคนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมและสนุกได้ รวมถึงการกระโดดป่า ยุตโนริ ชิงช้า มวยปล้ำพื้นบ้าน ชักเย่อ และเกมทูโฮ ส่วนงานกีฬานั้น การแข่งขันเกตบอล การแข่งขันกรีฑานักเรียนทงเฮ และการแข่งขันยิงธนูชาย-หญิงระดับจังหวัด กิจกรรมทางวัฒนธรรมและศิลปะ ได้แก่ เทศกาลศิลปะของนักเรียน, การแข่งขันเขียนพู่กัน Mureung, การแข่งขันร้องเพลง Sijo, การแข่งขัน Pungmulnori, การแข่งขันตัด Jangseung, การแข่งขันความชำนาญด้านอาหารในท้องถิ่น, คอนเสิร์ตช่วงดึก, การแข่งขันวาดภาพ, เทศกาล Mureung Hundred Days, เทศกาล Donghae Song, เทศกาล Mime, Hip- การแข่งขันเต้นฮอป ฯลฯ เปิดแล้ว
ตลาดกลางคืนและตลาดอาหารที่มีความเอื้ออาทรของชาวทงเฮโดดเด่น
การแข่งขันชักเย่อระหว่างกองทัพเรือและกองทัพทำให้มือของผู้ชมและผู้เข้าร่วมต้องเสียเหงื่อ เกมนี้เล่นด้วยระบบที่ดีที่สุดในสามระบบ และกองทัพเรือชนะในปี 2019
นอกจากนี้ คุณสามารถซื้อและลิ้มรสอาหารพิเศษของทงเฮได้ที่การขายผลิตภัณฑ์พิเศษและตลาดกลางคืนพุงมุล บูธประสบการณ์ตามอาหารพิเศษในท้องถิ่นช่วยให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับขนมและอาหาร อองรยอ บกบุนจา ไวน์ดั้งเดิมจากอองรยอ-ดง การทำ ชิม ชิม กินมูโค และชิมเต้าหู้ในหมู่บ้านซินฮึงที่สะอาด เป็นต้น หมึกสีเหลืองแห้งถูกตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ กองเป็นกอง เสิร์ฟพร้อมซีอิ๊วขาวและมายองเนส เด็กๆ ยังเพลิดเพลินกับรสเค็มและเผ็ดและหลงรักในรสชาติของมุกแท
สนามเด็กเล่นสำหรับเยาวชนที่สร้างและสนุกสนานโดยคนหนุ่มสาวยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ในการแสดงโชว์เต้นของเยาวชน เยาวชนที่เข้าร่วมแสดงความสามารถและความสามารถของพวกเขา ทำให้เกิดเวทีที่ยอดเยี่ยม การแสดงเทควันโดทีมชาติ S และแบบทดสอบ OX ก็จัดขึ้นพร้อมกัน

สล็อตออนไลน์

ราชวงศ์โชซ็อน เป็นราชวงศ์ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910 (อย่างเป็นทางการ) โดยรวมแล้วราชวงศ์โชซ็อนมีอายุกว่า 600 ปี ช่วงเวลาที่ราชวงศ์โชซ็อนปกครองเกาหลีนั้น ได้สร้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มั่นคง ส่งเสริมปรัชญาของลัทธิขงจื๊อให้ซึมซาบไปในสังคมโชซ็อน และรับวัฒนธรรมจีน เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมโชซ็อนรุ่งเรือง และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์โชซ็อนอ่อนแอลงด้วยการรุกรานของญี่ปุ่นและแมนจูเรีย ทำให้โชซ็อนใช้นโยบายปิดประเทศอย่างแข็งกร้าว อาณาจักรโชซ็อนจึงเป็นรู้จักของชาวตะวันตกในนาม อาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาณาจักรโชซ็อนก็เสื่อมลงด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการแย่งชิงอำนาจและการเผชิญทั้งศึกภายนอกและศึกภายใน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1895 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นชนะสงครามกับจักรวรรดิชิง (ประเทศจีน) บังคับให้อาณาจักรโชซ็อนแยกตัวเป็นเอกราชจากจักรวรรดิชิงตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ใน ค.ศ. 1897 อย่างไรก็ตาม อาณาจักรโชซ็อนโดยพระเจ้าโกจง (พระอิสริยยศขณะนั้น) โดยการถวายคำแนะนำของรัสเซีย จึงเลื่อนสถานะของอาณาจักรโชซ็อนเป็นจักรวรรดิโชซ็อน และสถาปนาอิสริยยศพระองค์เองใหม่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยการเข้ายึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) ตามสนธิสัญญาการเข้ายึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮีแห่งจักรวรรดิโชซ็อน (พระเจ้าซุนจง)
สถาปนาราชวงศ์
ราชวงศ์โครยอเดิมปกครองคาบสมุทรเกาหลีมาเป็นเวลาประมาณสี่ร้อยปีโดยมีราชธานีอยู่นครแคซ็อง อี ซ็อง-กเย เป็นขุนศึกผู้มีอำนาจและมีผลงานในรัชกาลของพระเจ้าคงมิน ในค.ศ. 1388 พระเจ้าอูแห่งโครยอมีพระราชโองการให้แม่ทัพ อี ซ็อง-กเย ยกทัพไปต้านทานการรุกรานจากจีนราชวงศ์หมิง แต่เมื่ออี ซ็อง-กเย เดินทัพถึงเกาะวีฮวา บนแม่น้ำยาลู อี ซ็อง-กเย หันทัพกลับมายังเมืองแคซ็องกระทำรัฐประหารยึดอำนาจจากนั้นตั้งกษัตริย์หุ่นเชิดขึ้นครองโครยออีกสองพระองค์ จนกระทั่งในค.ศ. 1392 อี ซ็อง-กเย ก็บังคับให้พระเจ้าคงยาง กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งโครยอสละราชบัลลังก์ แล้วอี ซ็อง-กเย จึงปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ และได้รับชื่อพระราชทานจากจักรพรรดิหงหวู่ว่า “ราชวงศ์โชซ็อน” อี ซ็อง-กเยขึ้นเป็น พระเจ้าแทโจ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซ็อน พระเจ้าแทโจทรงย้ายราชธานีของเกาหลีไปยังเมืองฮันยัง หรือฮันซ็อง (เกาหลี: 한성, 漢城 ปัจจุบันคือกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้) บนแม่น้ำฮัน การก่อสร้างพระราชวังและเมืองหลวงแห่งใหม่ ได้รับการออกแบบโดยช็อง โด-จ็อน พระเจ้าแทโจทรงส่งเสริมลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo-Confucianism) ขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติแทนที่พุทธศาสนามหายานเดิม

jumboslot

หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเจ้าชาย ในรัชสมัยพระเจ้าแทจงราชวงศ์โชซ็อนจัดตั้งรากฐานการเมืองการปกครองขึ้น พระเจ้าแทจงทรงตั้งสภาอีจอง (เกาหลี: 의정부, 議政府) เป็นสภาขุนนางสูงสุด จัดตั้งหกกระทรวงตามแบบจีนยุคราชวงศ์ซ่ง จัดตั้งระบบราชการซึ่งจะดำรงอยู่ไปตลอดยุคราชวงศ์โชซ็อน ราชวงศ์หมิงยอบรับราชวงศ์โชซ็อนอย่างเป็นทางการในค.ศ. 1402 ทำให้เกาหลีสมัยราชวงศ์โชซ็อนเป็นประเทศราชของจีนและเข้าสู่ระบบบรรณาการ ในค.ศ. 1419 พระเจ้าแทจงทรงส่งทัพเรือนำโดยแม่ทัพ อี จง-มู (เกาหลี: 이종무, 李從茂) เข้ารุกรานเกาะสึชิมะของญี่ปุ่นในยุคมูโรมาจิเพื่อปราบโจรสลัดญี่ปุ่น เรียกว่า การรุกรานทางตะวันออกในปีคีแฮ (เกาหลี: 기해동정, 己亥東征) นำไปสู่การเจรจาระหว่างโชซ็อนและญี่ปุ่นในสนธิสัญญาปีกเย-แฮ (เกาหลี: 계해조약, 癸亥條約) จัดตั้งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชสำนักโชซ็อนและรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ
ความรุ่งเรืองของลัทธิขงจื๊อใหม่และการกวาดล้างนักปราชญ์

หนังสือเรื่อง ฮุนมินจ็องอึม นิพนธ์โดยพระเจ้าเซจงมหาราช เป็นการประกาศใช้อักษรฮันกึลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
รัชสมัยของพระเจ้าเซจงมหาราชมีการส่งเสริมลัทธิขงจื๊อและวัฒนธรรมจีนให้แพร่หลาย ทรงก่อตั้งชิบฮย็อนจอน (เกาหลี: 집현전, 集賢殿) เป็นสำนักศึกษาปราชญ์ขงจื้อ พระเจ้าเซจงมีพระราชโองการให้ปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนีนมประเพณีดั้งเดิมของเกาหลีให้สอดคล้องกับลัทธิขงจื๊อ เช่น ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการไว้ทุกข์ นำไปสู่การกำเนิดของชนชั้นนักปราชญ์ขงจื๊อหรือชนชั้นยังบันซึ่งมีบทบาทและอำนาจในการปกครองประเทศ พระเจ้าเซจงทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ห่วงใยราษฎร ในค.ศ. 1446 พระเจ้าเซจงทรงประกาศใช้อักษรฮันกึล ซึ่งเป็นอักษรที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ผ่านทางวรรณกรรมเรื่องฮุนมินจ็องอึม (เกาหลี: 훈민정음, 訓民正音) เพื่อให้ราษฎรทุกชนชั้นสามารถอ่านออกเขียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อักษรจีน ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจงขุนนางชื่อว่า ชัง ย็อง-ชิล เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝน
หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าเซจงเป็นยุคแห่งความขัดแย้ง ในค.ศ. 1455 เจ้าชายซูยัง ทำการยึดอำนาจ ปลดเจ้าชายโนซัน ออกจากราชสมบัติแล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าเซโจ ในการรัฐประหารปีคเยยู ต่อมาในค.ศ. 1456 ขุนนางผู้ภักดีต่อเจ้าชายโนซันทั้งหกคนก่อการกบฏเพื่อถวายราชสมบัติคืนแก่เจ้าชายโนซันแต่ไม่สำเร็จ เรียกว่า ซายุกชิน หรือขุนนางผู้พลีชีพทั้งหก เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดนักปราชญ์กลุ่มซาริม หรือนักปราชญ์ตามป่าเขา เกิดจากกลุ่มขุนนางผู้สูญเสียอำนาจจากการยึดอำนาจของพระเจ้าเซโจและถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนกลาง นักปราชญ์กลุ่มซาริมยึดถือในลัทธิขงจื๊อแบบบริสุทธิ์และตีความปรัชญาลัทธิขงจื๊อแบบตรงตัว ในรัชสมัยพระเจ้าเซโจมีการปฏิรูปการปกครอง มีการส่งเสริมศาสตร์อื่นนอกเหนือจากวรรณกรรมขงจื๊อ และมีการชำระกฎหมายเรียกว่า คย็องกุกแดจ็อน
ในสมัยพระเจ้าซ็องจงขุนนางกลุ่มซาริมกลับเข้ามารับราชการในราชสำนักอีกครั้งทำให้ลัทธิขงจื๊อกลับมามีความสำคัญ ขุนนางซาริมรับราชการในสามกรมหรือ ซัมซา ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของขุนนาง ในค.ศ. 1498 เจ้าชายย็อนซันค้นพบว่าขุนนางซาริมชื่อว่าคิมจงจิกเขียนประวัติศาสตร์ลบหลู่พระเจ้าเซโจ จึงเกิดการกวาดล้างลงโทษขุนนางกลุ่มซาริมจำนวนมากเรียกว่า การสังหารหมู่ปราชญ์ปีมูโอ และในค.ศ. 1504 เจ้าชายย็อนซันค้นพบว่าพระมารดาคืออดีตพระมเหสีตระกูลยุนต้องโทษทางการเมืองทำให้ถูกสำเร็จโทษด้วยยาพิษ เจ้าชายย็อนซันจึงทำการกวาดล้างขุนนางผู้มีส่วนรู้เห็นการสำเร็จโทษพระมารดาในอดีตเรียกว่า การสังหารหมู่ปราชญ์ปีคัปจา รัชสมัยของเจ้าชายย็อนซันเป็นกลียุคเต็มไปด้วยการนองเลือด ในค.ศ. 1506 กลุ่มขุนนางทำการยึดอำนาจและปลดเจ้าชายย็อนซันออกจากราชสมบัติ และอัญเชิญพระเจ้าชุงจงขึ้นครองราชสมบัติแทนที่เจ้าชายย็อนซัน
[NPC5]ในรัชสมัยของพระเจ้าชุงจงขุนนางกลุ่มซาริมกลับเข้ารับราชการอีกครั้งโดยมีผู้นำคือโช กวัง-โจ โช กวัง-โจ ต้องการปฏิรูปการปกครองตามอย่างลัทธิขงจื๊อแท้บริสุทธิ์ทำให้เกิดความขัดแย้งกับขุนนางกลุ่มเก่า จนกระทั่งเกิดการใส่ร้ายโช กวัง-โจ ว่าเป็นกบฏและโช กวัง-โจ ถูกประหารชีวิตในค.ศ. 1519 ตามมาด้วยการกวาดล้างขุนนางกลุ่มซาริมอีกครั้งเรียกว่า เหตุการณ์สังหารหมู่ปราชญ์ปีคี-มโย ในสมัยของพระเจ้าอินจงขุนนางกลุ่มยุนใหญ่ นำโดยยุนอิม ซึ่งเป็นพระอัยกาของพระเจ้าอินจงขึ้นมามีอำนาจ เมื่อพระเจ้าอินจงสวรรคตในค.ศ. 1545 พระเจ้ามย็องจงเป็นกษัตริย์องค์ต่อมาทำให้ฝ่ายยุนใหญ่สูญเสียอำนาจและฝ่ายยุนเล็ก นำโดยยุน ว็อน-ฮย็อง ซึ่งเป็นพระปิตุลาของพระเจ้ามย็องจงขึ้นมามีอำนาจแทน เนื่องจากพระเจ้ามย็องจงยังพระเยาว์พระพันปีมุนจ็องพระชนนีของพระเจ้ามย็องจงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ฝ่ายยุนเล็กกวาดล้างขุนนางฝ่ายยุนใหญ่ยุนอิมถูกประหารชีวิต พระพันปีมุนจ็องฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ถูกกดขี่มานาน เมื่อพระพันปีมุนจ็องสิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1565 ทำให้อำนาจของตระกูลยุนสิ้นสุดลงนำไปสู่การประหารชีวิตยุน ว็อน-ฮย็อง